บรรลุเป้าหมาย

5 ข้อง่ายๆ บรรลุเป้าหมาย ไม่ได้ไม่ยาก ไม่มีคำว่าล้มเหลว นอกจากล้มเลิก

เราจะบรรลุเป้าหมายของตัวเองได้ยังไง?

เป็นคำถามที่เรามักจะถามตัวเองเสมอ ถูกมั้ยคะ?

ผู้คนส่วนใหญ่มักล้มเหลว เป็นเพราะพวกเค้าทำแต่สิ่งที่จะนำไปสู่ความล้มเหลว เช่น


เมื่อตั้งเป้าหมายเสร็จแล้ว เค้าจะลงมือทำตามที่ตั้งไว้ก็จริง แต่ไม่สม่ำเสมอ  ลดการกระทำลงเรื่อยๆ และสุดท้าย ก็พยายามหาเหตุผลมากมายที่บอกว่า ทำไมตัวเองถึงไปไม่ถึงไหนซักที ทำแบบนี้วนไปเรื่อยๆ

จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมเค้าถึงยังไปไม่ถึงไหน ในชีวิตจริงๆ และยังทำให้เป้าหมายที่ชัดเจนของเค้า สุดท้ายก็กลายเป็นแค่ความฝัน

แต่นั่นล่ะค่ะ ความฝันก็คือความฝัน สิ่งที่เราต้องเผชิญคือความจริงต่างหาก ความจริงที่ผู้คนส่วนมาก ก็ยังตั้งคำถามไว้เหมือนเดิมว่า ทำไม เค้าถึงยังทำเป้าหมายไม่สำเร็จซักที

บรรลุเป้าหมาย

ความเชื่อ
ความเชื่อ เป็นราก หรือที่มาของปัญหาส่วนใหญ่ ความเชื่ออาจจะมาจากประสบการณ์ที่เคยเจอ โดยเฉพาะวัยเด็ก เพราะเส้นทางการเติบโตของพวกเค้า ล้วนเป็นประสบการณ์ที่พร้อมจะปลูกฝัง จนสนับสนุนความเชื่อ และสั่งการสมองเค้าให้ เชื่อว่า มันต้องเป็นแบบนั้นจริงๆ  จึงไม่ต้องแปลกใจ หากผู้คนจะมีความเชื่อที่ไม่ดีบางอย่าง เพราะเค้ามีประสบการณ์ การรับรู้บางอย่างที่ไม่ดีมาก่อน

ความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่ทำให้คนประสบความสำเร็จ หรือไม่ นั่นคือ “ความเชื่อ”

 

ความสำเร็จคือผลรวมของความพยายาม

ถ้าหากเราต้องการประสบความสำเร็จในเรื่องใดเรื่องนึง สิ่งแรกที่เราจำเป็นต้องทำคือ การเปลี่ยนความคิด หรือทัศนคติในใจของเรา ที่มีต่อเรื่องนั้น

เราต้องหาข้อจำกัดของความเชื่อ ที่จะทำให้เรากลับมาลุยต่อ กับเป้าหมายที่มันใกล้จะมอดลง
เมื่อเรา จำกัดความเชื่อ เราก็จะได้โฟกัส ความเชื่อที่จำกัดนั้นว่า
“ทำไมเราถึงเชื่อแบบนั้น”
อะไรทำให้เราเชื่อแบบนั้น”
ถ้าเชื่อแบบนั้น และทำมันสำเร็จ เราจะเป็นอย่างไร
แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ถูกมั้ยคะ เพราะเรามีความเชื่อที่จำกัด และฝังมาตั้งแต่วัยเด็ก
และถูกบ่มเพาะในสมอง กันมา

เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญเลยคือ เราต้องคุยกับตัวเองบ่อยๆ  คุยแบบลึกๆ
และลองถามตัวเองว่า ทำไมเราถึงเชื่อผิดๆแบบนั้น แล้วเรารู้สึกยังไง?
เราต้องกำจัด ความเชื่อแย่ๆ ที่ทำให้เราไม่สำเร็จ หรือขยับตัวไปไหนไม่ได้ซักที นอกจากมันไม่มีประโยชน์แล้ว มันยังเป็นตัวฉุดรั้ง เส้นทางที่เรากำลังจะก้าวไปข้างหน้าอีกด้วย

บรรลุเป้าหมาย

จากนั้น…
เราต้องยอมรับกับตัวเองให้ได้ว่า “ถ้าเราไม่เชื่อแบบนี้…แล้วชีวิตเราจะเป็นยังไง
เราจะไม่มีทางเปลี่ยนแปลง หากเราไม่ยอบรับกับตัวเองก่อนว่า ความเชื่อนั้น มันถูก หรือผิดจริงๆ
ถ้าเรารู้แล้วว่าความเชื่อนั้นเป็นความเชื่อที่ผิด ให้หาสิ่งต่างๆ มาสนับสนุนตัวเองว่าสิ่งที่เราเชื่ออยู่ มันผิดจริงๆ

ถ้าเรามีความเชื่อที่ถูกต้อง สังเกตได้จากเวลาลงมือทำอะไรบางสิ่ง่บางอย่าง ความสำเร็จมันจะผ่านลุล่วงไปได้ง่ายตามธรรมชาติอยู่แล้ว

และเมื่อเรามองเห็นว่า ความเชื่อแบบไหน มันถูกต้อง มันสามารถพาเราไปถึงเป้าหมายได้ง่าย และถูกต้องที่สุด เช่นเดียวกัน เราก็หาแรงสนับสนุน ความเชื่อนั้นๆ เช่น ถ้าเราเชื่อว่า เราทำแบบนี้ได้ มันก็จะประสบความสำเร็จ  จากนั้น เราก็มองหาสิ่งที่จะมาสนับสนุนการกระทำให้เราทำสิ่งนั้น ให้ผ่านไปได้ด้วยดี

บรรลุเป้าหมาย

ความพยายามคือกุญแจสำคัญ
เมื่อเราเริ่มเปลี่ยนความเชื่อ ที่ทำให้เรามั่นใจว่า เราสามารถไปถึงเป้าหมาย และประสบความสำเร็จได้ มุมมองเราจะเปลี่ยนไป เรื่องที่เป็นปัญหา และอุปสรรคที่เข้ามา มันก็จะกลายเป็นเรื่องท้าทายเราเท่านั้น  เราจะมองเห็นสิ่งที่เข้ามาเป็นบันได  ให้คุณได้พัฒนา และฝ่าฟันไป เพราะงั้น ทุกก้าวของเราก็จะยิ่งมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

และเมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกว่า เราเจอปัญหา เจอความผิดพลาด สิ่งที่เราจะเปลี่ยนไปจากเดิมคือ การไม่โทษตัวเอง และผู้อื่น แต่เราจะเกิดไอเดียในการตามหาทางออก ที่จะทำให้ผ่านอุปสรรคนั้นไปได้

เราสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากความผิดพลาดได้ได้

ความพยายาม และอดทน จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะบอกได้ว่าคุณจะไปถึงเป้าหมายนั้นได้ จริงๆ รึเปล่า ไม่ต้องหาหมอดูที่แม่นยำที่สุดมาทำนาย ถ้าอยากได้คำทำนายที่ตรงเป๊ะ หยิบกระจกเงาขึ้นมา..นั่นแหละ แม่หมอประจำตัวคุณ

บรรลุเป้าหมาย

เราจะ บรรลุเป้าหมาย ได้ยังไง?

 

1. กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน

สเต็ปแรกสำหรับการเริ่มต้นไปยังเป้าหมาย เราต้องรู้ก่อนค่ะว่า เป้าหมายที่เราจะไปคืออะไร
ถ้าใครยังไม่มั่นใจ เอาแบบง่ายๆเลยค่ะ เราอยากได้ชีวิตแบบไหน ดีไซน์รูปแบบชีวิตที่เราต้องการออกมา
ลองหลับตา แล้วนึกถึงตัวเอง ในวันที่ไม่มีปัญหาอะไรมาฉุดรั้ง เราไม่มีปัญหาเรื่องเงินและเวลาเลย เราเลือกที่จะกิน เที่ยว และทำอะไรก็ได้ หรือเรามีภารกิจชีวิตอะไรบ้างที่อยากทำให้สำเร็จ  ตอนนั้นชีวิตเราเป็นยังไงบ้าง รู้สึกยังไง หรืออยากทำอะไรบ้าง…รึเปล่า? นึกภาพนั้นออกมา

และเช็คให้แน่ใจว่า เป้าหมายที่เราตั้งไว้ ตรงตามเกณฑ์การตั้งเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งจะช่วยให้เราค้นพบเป้าหมายได้ง่ายและชัดเจนมากขึ้น ..ทำครบ ถูกต้อง รึยัง? หรือแน่ใจรึเปล่าว่า เราไม่ได้ตั้งเป้าหมายผิดวิธี ไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้เส้นทางเดินหน้าของเราติดขัดได้

ถ้าเรามีเป้าหมายที่มั่นคงแล้ว
ที่เหลือก็แค่เดินหน้า วางแผน แล้วเดินตามแผนที่วางไว้
ถ้าเราไม่ลงมือทำอะไรเลย…เป้าหมายของเราก็จะเป็นเหมือน แผนการต่างๆ ที่เราเคยวางไว้ แล้วสุดท้ายก็ทิ้งๆ ขว้างๆไปเท่านั้นเอง

ว่าแต่…เราจะทำมันยังไงต่อ?

2. ระบุ ข้อจำกัดความเชื่อ ของเรา

หลังจากกำหนดเป้าหมายแล้ว เราต้องมาเช็คต่อว่า เป้าหมายที่เราอยากจะทำให้สำเร็จ เรามีความเชื่อต่อเป้าหมายนั้น เป็นยังไง มีข้อจำกัดอะไร ที่มัน สนับสนุนเรา หรือฉุดรั้งเราไว้รึเปล่า?

ตัวอย่างเช่น
ถ้าเราเชื่อว่า “ฉันสามารถยืนพูดต่อหน้าคน จำนวน 1,000 คนได้  แต่ ฉันกลัวสายตาคนเหล่านั้น
และ ฉันไม่สามารถพูดต่อหน้าคน 1,000 คนได้ เนื่องจาก ฉันกลัวสายตาคนเหล่านั้นที่มองฉันอยู่

คำว่า “แต่” คือความคิดที่ขัดแย้งกับเป้าหมาย เรา

ถามตัวเองว่า “เราจะแก้ปัญหานี้ได้ยังไง” แต่ “ปัญหาคืออะไร?  แล้วเราจะพบคำตอบมากมายที่จะช่วยหาทางของให้เรา

แล้วอย่าลืม  ตรวจสอบคำว่า “เพราะ /เนื่องจาก” ด้วย ว่ามันสมเหตุสมผล ที่เราจะเอามาเป็นเหตุผลที่ทำให้เราไม่กล้า ลงมือทำรึเปล่า?

ตามตัวอย่าง เหตุคือ “เพราะคนมองฉัน ฉันเลยไม่กล้า” ฉันไม่กล้า หรือ ฉันทำได้ไม่ดี กันแน่?  เห็นชัดว่าจริงๆแล้ว ความรู้สึก หรือการกระทำของผู้คนที่เรายกมาเป็นเหตุผล มันไม่ได้เป็นต้นเหตุของความผิดพลาด ที่ยังไม่เกิดของเรา จุดเริ่มต้น เกิดจากความคิด และความเชื่อของเราทั้งนั้น ทั้งที่ยังไม่เกิดขึ้น และเราเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้ว ศักยภาพที่เราทำอยู่ มันดีหรือไม่ดี แค่ไหน?

นี่อาจเป็นสาเหตุที่มาจำกัดความเชื่อของเรา เพราะเรามัวแต่มองหาข้อผิดพลาด ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่ม และเริ่มที่จะคิดแทนคนอื่น และเชื่อไปก่อนว่า ถ้าเราทำไม่ไดี จะมี แอคชั่นกลับมาหาเราแบบนี้แน่ๆ (คำว่า แน่ๆ …นั่นแหละคือความเชื่อที่เราจำกัดไว้)

ถ้ามีเวลา ลองมานั่ง เช็คตัวเองดูค่ะว่า ความเชื่อที่จำกัดตัวเราแบบนี้มันเกิดขึ้นมาได้ยังไง และกลับมาทบทวนให้แน่ใจว่า สิ่งนั้นมันจำกัดชีวิตคุณจริงๆ รึเปล่า ให้แน่ใจว่าเราไม่ได้เจอทางตันจริงๆ

3. กำหนดเป้าหมายที่ทำได้ทันที

จากเป้าหมาย ร้อยแปดพันเก้า ที่เราตั้งไว้ตั้งแต่ต้น เราสามารถย่นระยะเวลาให้สำเร็จได้ง่ายและเร็วขึ้น ด้วยการตั้งค่า แยกประเภท อันไหน คือเป้าหมายรายปี รายเดือน และรายวัน  ถ้าเราไม่ทำแบบนี้ เราจะรู้สึกถึงอะไรเยอะแยะมากมายที่เราต้องทำในแต่ละวัน สุดท้าย 1 วันของเราอาจจะไม่ได้ทำอะไรได้เต็มที่จริงๆซักที

เพื่อให้ง่ายขึ้น ลองแยกออกมาว่า เป้าหมายแต่ละข้อของเรา มันสำคัญมากแค่ไหน และสามารถทำให้เสร็จภายใน 1 วันได้รึเปล่า หรือสามารถทำให้เสร็จภายใน 1 เดือนได้ หรือเป้าหมายนี้ เป็นเป้าหมายใหญ่ ใช้เวลา ซัก 1-2 ปี (อาจจะเป็นผลรวมของเป้าหมายรายวัน + รายเดือน) เป็นต้น

เคยมั้ยคะ? เราตั้งเป้าหมายกัน มากมายแต่สุดท้าย ไม่เคยสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันซักที นั่นเพราะ?
เราอาจจะไม่มีแบบแผนที่จะปฏิบัติที่ชัดเจน

ขั้นตอนแรกต้องเริ่มจากอะไร?
จะทำแบบนี้ ทุกวันได้ยังไง?
ถ้าเสร็จแล้ว เวลาเหลือเราจะทำอะไรเพิ่มได้มั้ย?
ฯลฯ

นี่อาจเป็นสาเหตุว่าทำไม หลายๆคนถึงมีความคิดว่า ตั้งเป้าหมายไปก็เท่านั้น ไม่มีประโยชน์ อยากทำไรก็ทำไปเลย? นั่นเป็นเพราะ เค้าไม่ได้มีแบบแผนที่ชัดเจนในแต่ละวัน และไม่สามารถทำตามแผนที่วางไว้ได้ และพยายามหาข้ออ้างมาสนับสนุน ความคิดถูก ของตัวเอง สามารถดูวิธีการทำตามเป้าหมายของของเราได้ที่นี่

4. จัดการกับเวลา

การจัดการเวลาในที่นี้ไม่ใช่จัดการกับเวลาของเรานะคะ ^^”
เพราะจริงๆ เวลามันก็ไหลไปเรื่อย เราไม่สามารถจัดการหรือบังคับมันได้อยู่แล้ว แต่จริงๆ มันคือการจัดการกับตัวเองต่างหาก คือเราต้องควบคุมตัวเองให้ดีที่สุดในการที่จะใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด

การผัดวันประกันพรุ่ง เป็นวิธียอดนิยม ที่ทำให้เราเสียเวลา ไปในแต่ละวัน

แม้ว่าเราจะมีตารางเวลา ที่คอยกำกับ หน้าที่ การงานไว้แค่ไหนก็ตาม แต่มันจะมีความรู้สึก ในใจเล็กๆที่ผุดขึ้นมาและมีอำนาจเสมอ พร้อมที่จะบังคับทิศทางเรา ให้ยอมละเลยการงาน ที่เราตั้งไว้ แม้ว่าเราจะตั้งใจ มุ่งมั่นแค่ไหน แต่หลายต่อหลายคน ยอมแพ้ให้กับมันมาแล้ว นับครั้งไม่ถ้วน (ผู้เขียนเองก็เป็นเหมือนกันนะ) ^^”  เช่น ความขี้เกียจ และความคิดเลื่อนลอย ชั่วครู่ หรือความคิดซึมเศร้า เข้ามา แม้จะชั่วคราว แต่ก็มาจิตเราหลุดจาก จุดโฟกัสได้เช่นเดียวกัน ทำไมเราถึงชอบผัดวันประกันพรุ่ง  และทำไมเราต้องเสียเวลา เพราะตัวเราเอง

จัดการกับเตัวเองได้ = จัดการเวลาของเรา

เราต้องมีสติเท่านั้น ถึงจะทำให้เราหยุดความคิดหดหู่ได้ และมีสติกลับมาทำงานของเราต่อ
ความมุ่งมั่นที่จะสำเร็จเท่านั้นที่จะช่วยจัดการปัญหาเรื่องของเวลา และทำให้เราทำงาน นั้นได้อย่างราบรื่น
ลองใช้ เคล็ดลับการจัดการเวลา และดูเทคนิคเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการเวลาที่ดีที่สุด ที่นี่

5. ไม่สนใจคำติชมอื่น

ตอนนี้เรารู้แล้วว่าต้องทำยังไง ต้องตั้งเป้าหมาย กำจัดความเชื่อผิดๆ  ลดความซับซ้อนของงาน  และจัดการกับเวลา

แต่มันยังไม่จบค่ะ

เพราะในเวลาที่เราทำสิ่งดีๆ ก็มักจะมีมารผจญ หรือเสียงกระซิบ ที่จะคอย ฉุดรั้งเราเสมอ ไม่ว่าเสียงนั้นจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์เรา
ถ้าคำวิพากษ์วิจารณ์นั้น เต็มไปด้วย ความอิจฉาริษยา บอกเลยว่า เค้าแพ้ตัวเค้าเอง ตั้งแต่เริ่มรู้สึก และโพล่งออกมาแล้ว เพราะอาจจะมีจิตที่ไม่อยากให้คนอื่นดีกว่าตัวเอง

บางคนเห็นเราพายเรือข้ามฝั่ง ก็พยายามหาเรื่อง ว่าเรา ว่ายน้ำไม่เป็น

หรือ

วันนี้เราเริ่มสร้างธุรกิจเครือข่ายออนไลน์ จากที่บ้าน ทำหลังเลิกเรียนเลิกงาน แต่ที่บ้านของเรา พยายามให้เราเลิกทำ เพราะเค้าไม่เชื่อว่าเราจะทำเงินจาก internet ได้ จึงพยายามผลักดันให้เราไปสมัครงาน ที่เห็นเป็นชิ้นเป็นอันจะดีกว่า

เหตุการณ์แบบนี้ มีให้เห็นบ่อย ยิ่งเป็นคนใกล้ชิด เราด้วยแล้ว
ถ้าหากเราเขวไป หรือ mindset ของเราไม่แข็งแรงพอ เราอาจจะโอนเอนไปตามคำพูดเหล่านั้น และหันหลังให้กับเป้าหมายตัวเองในที่สุด

ใจเราต้องแข็งแค่ไหน ที่จะต้องอดทนต่อการวิพากษ์วิจารณ์ สิ่งที่เรากำลังพยายามทำ
เพราะคนส่วนใหญ่ ไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณทำ

นั่นเพราะ…เค้าไม่ใช่คุณ!!  และคนที่จะตัดสินใจอนาคตตัวเอง และสร้างมัน หรือล้มมันลง ก็มีแต่คุณเท่านั้น

อย่าให้น้ำลายราคาถูก มาดูถูกความฝันของเราเอง

ถ้าเราเชื่อมั่นว่าเรามาถูกทางแล้ว…จงเดินหน้า “ความสำเร็จไม่มีคำว่า ล้มเหลว มีแต่ล้มเลิกเท่านั้น”  อ่านเพิ่มเติม 6เหตุผล ที่คนมักจะตัดสินว่าคุณผิด

 

สุธิดา พูลเอียด (ครูหญ้า)
นักธุรกิจเครือข่าย ออนไลน์ เจ้าของเว็บไซต์ www.งานออนไลน์ไทย.ws และ www.bonusonline.ws
ปัจจุบัน เป็นอดีตพนักงานประจำ ผันตัวเองมาสร้าง Passive Income และเลือกทำสิ่งที่รักและถนัด
1 ในนั้นคือ การเป็นโค้ชแบ่งปันความรู้ทาง ยูทูปชาแนล ภายใต้ชื่อ “ครูหญ้า”
My Top Passion | สร้างคุณค่าจากสิ่งที่ตัวเองมี
Rule of Thumb | ถ้าไม่กล้าที่จะก้าว แล้วจะมีรอยเท้าของตัวเองได้ยังไง #ยิ่งให้ยิ่งได้รับเสมอ